..........คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือที่เรียกกันติดปากแล้วว่า กกต. เป็นองค์กรที่ได้รับความคาดหวังจากสังคมว่าจะทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งได้อย่างอิสระ และทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม โดย กกต.ปรากฏครั้งแรกในประเทศไทยตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 กำหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นองค์กรอิสระ มีคณะกรรมการ 5 คน ทำหน้าที่จัดการการเลือกตั้งแทนกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถูกมองว่าไม่มีความเป็นกลางและการเมืองแทรกแซงอยู่เสมอ
แม้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ก็ยังคงให้ความสำคัญต่อองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงมีบทบัญญัติและหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งเอาไว้ พร้อมทั้งมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งขึ้นมาด้วย ทั้งนี้หากจำแนกบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งออกเป็นเรื่องใหญ่ สามารถแบ่งได้ 2 เรื่อง คือ 1.ชักชวนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด และ 2.จัดการการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม
ดังนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงต้องดำเนินการทั้ง 2 อย่างให้บรรลุผล คือ ทั้งชักชวนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ ขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันมิให้ใครกระทำการทุจริตคิดคดในการเลือกตั้ง ทั้งนี้และทั้งนั้นต้องอยู่บนความเสมอภาคและความเป็นธรรม ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการการเลือกตั้งได้พยายามทำให้บทบาททั้ง 2 ประการนี้ประสบความสำเร็จ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดแรกเมื่อปี 2544 เคยใช้มาตรการออก "ใบแดง" หมายถึงเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งแก่ผู้ทุจริตการเลือกตั้งด้วยตนเอง และ "ใบเหลือง" คือให้มีการเลือกตั้งใหม่ สำหรับเขตการเลือกตั้งที่พบว่ามีผู้อื่นๆ ทำทุจริตการเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ต่อมาเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดแรกหมดวาระลง ฝ่ายการเมืองได้เข้าแทรกแซงการคัดเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง จนกระทั่งสังคมรับรู้ถึงความไม่เป็นอิสระ และไม่เป็นกลางของคณะกรรมการการเลือกตั้งบางคน จนในที่สุดความเชื่อถือศรัทธาที่มีต่อองค์กรอิสระแห่งนี้ ค่อยๆ ถูกเสื่อมลง จนองค์กรอิสระแห่งนี้กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง และนำไปสู่การฟ้องร้อง ดำเนินคดี ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หนทางการดำเนินบนวิถีแห่งประชาธิปไตยสะดุด เปิดทางให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น
ประเทศไทยว่างเว้นการเลือกตั้งในปี 2549 และกำลังจะมีการเลือกตั้งอีกครั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 โดยรัฐธรรมนูญยังคงกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทำหน้าที่จัดการการเลือกตั้ง ภายใต้บทบาทที่สำคัญเดิมคือ 1.ชักชวนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด และ 2.จัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 5 คน ได้พยายามสร้างกฎเหล็กเพื่อทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม จนกระทั่งอาจจะลืมเลือนบทบาทที่จะชักชวนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุดไป
โดยเฉพาะการตีกรอบมิให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งตกเป็นข่าวในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง หรือการจำกัดการโฆษณาหาเสียงของผู้สม้คร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความคึกคัก และเป็นการสื่อสารระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชนคนรับสื่อ ที่ต้องการทำความเข้าใจต่อนโยบายพรรคการเมือง และ/หรือตัวบุคคลที่อาสาเข้ามาเป็นตัวแทนของพวกเขา โดยการกระทำเช่นนั้นอาจจะทำให้เกิดผลเสียติดตามมา เช่น ทำให้ประชาชนไม่มีช่องทางรับรู้และทำความเข้าใจต่อนโยบาย และความคิดเห็นของผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมือง การทำให้บรรยากาศทางการเมืองไม่คึกคัก อาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิเลือกตั้งน้อย อันส่งผลให้พรรคการเมืองที่มีคะแนนจัดตั้ง ได้เปรียบกว่าพรรคการเมืองอื่น เป็นต้น
คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงจำเป็นต้องถ่วงดุล ระหว่างบทบาทในการชักชวนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาลงคะแนนเสียงในวันที่ 23 ธันวาคม กับบทบาที่ตีกรอบการจัดการการเลือกตั้ง เพื่อทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต ทั้งนี้ หากคณะกรรมการการเลือกตั้งจะพิจารณาผ่านกฎเกณฑ์ หรือยังคงกฎเกณฑ์ใดไว้ สมควรอย่างยิ่งที่จะใช้ดุลพินิจถ่วงดุลบทบาททั้ง 2 ประการดังกล่าวให้ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น กกต.ต้องไม่ลืมว่าทุกอย่างที่ออกมา ต้องยืนอยู่บนหลักของความยุติธรรม มิใช่จะยุติธรรมเฉพาะพรรคการเมือง ยุติธรรมต่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียงเท่านั้น แต่ต้องยุติธรรมต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งก็คือประชาชนในชาตินี้ด้วย อย่างน้อยพวกเขาก็ควรจะได้รับรู้ข่าวสารที่สมบูรณ์ที่สุดก่อนที่จะออกไปใช้สิทธิลงคะแนน
ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon